ข้อมูลจาก sanook และ เพจ HELLO SKIN by หมอผิวหนัง โดย แพทย์หญิงวรายุวดี อมรภิญโญ (หมอเจี๊ยบ) อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ระบุว่า รอยย่นที่ติ่งหู หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Frank’s sign (Diagonal earlobe crease – DELC) อาจเป็นสัญญาณเตือนภายนอกที่สัมพันธ์กับภาวะหลอดเลือดแข็งตัวและโรคหัวใจ
- ลักษณะของ Frank’s sign: เป็นรอยเส้นเฉียงทำมุมประมาณ 45 องศา ลากจากบริเวณ Tragus ไปยังขอบติ่งหู ยาวอย่างน้อย 2 ใน 3 ของความยาวติ่งหู โดยไม่ใช่รอยจากการเจาะหู การนอนทับ หรือบาดแผล
- ความเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ: พบในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial infarction) และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด
- ปัจจัยเสี่ยงร่วมที่พบบ่อย: สัมพันธ์กับผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดแข็งตัวมานาน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองตีบ
Frank’s sign รอยย่นที่ติ่งหู กับความเชื่อมโยงระบบหลอดเลือด
รอยย่นที่ติ่งหู ลักษณะ Frank’s sign เกิดขึ้นจากกระบวนการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง (arteriosclerotic process) ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม โครงสร้างหลอดเลือดขนาดเล็ก และระบบการไหลเวียนโลหิต แม้จะยังไม่มีข้อสรุปทางพยาธิสรีรวิทยาที่แน่ชัด แต่ทางการแพทย์พบสมมติฐานสำคัญหลายประการ เช่น การลดลงของเลือดที่ไปเลี้ยงติ่งหูเนื่องจากไม่มีหลอดเลือดแดงปลาย การเสื่อมสภาพของอีลาสตินในเนื้อเยื่อ และความหนาตัวของผนังเส้นเลือดแดง
ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีรอยย่นลักษณะนี้ มักพบระดับแคลเซียมในหลอดเลือดสูงขึ้นจากการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) รวมถึงมีการหนาตัวของผนังชั้นในและชั้นกลางของเส้นเลือดแดงแคโรทิด ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเสื่อมสภาพของระบบหลอดเลือดทั่วร่างกายที่ดำเนินมาเป็นเวลานาน การพบรอยเส้นเฉียงที่ติ่งหูเพียงอย่างเดียวจึงอาจเป็นคำเตือนให้หันมาสังเกตความผิดปกติภายในร่างกาย
นอกจากนี้ การศึกษาทางการแพทย์ยังพบว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีรอย Frank’s sign มักเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทั้งในระหว่างและหลังการผ่าตัด รวมถึงอัตราการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางรับมือและลดความเสี่ยงเมื่อพบรอยย่นที่ติ่งหู
หากสังเกตพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมี รอยย่นที่ติ่งหู แม้จะยังไม่มีอาการป่วยของโรคหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง ก็ไม่ควรประมาท สิ่งสำคัญคือการเข้ารับการตรวจเช็กร่างกายเพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะหลอดเลือดแข็งตัว และทำการรักษาโรคประจำตัวเดิม เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และไขมันในเลือดสูงให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยง โดยเริ่มจากการรับประทานอาหารที่ช่วยลดการสะสมของไขมันในหลอดเลือด หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดการสูบบุหรี่เด็ดขาด และพักผ่อนให้เพียงพอ การควบคุมปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้จะช่วยชะลอการเสื่อมของหลอดเลือดและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปสัญญาณเตือน รอยย่นที่ติ่งหู
รอยย่นที่ติ่งหู หรือ Frank’s sign เป็นเพียงข้อสังเกตทางกายภาพที่อาจสะท้อนถึงภาวะหลอดเลือดแข็งตัวและความเสี่ยงโรคหัวใจ การพบรอยดังกล่าวไม่ใช่คำตัดสินว่าเป็นโรคเสมอไป แต่เป็นสัญญาณเตือนให้เริ่มหันมาดูแลสุขภาพ ควบคุมระดับความดัน ไขมัน น้ำตาล และตรวจสุขภาพเป็นประจำเพื่อป้องกันโรคร้ายได้ทันท่วงที


